เมืองหลวงในประเทศจีน

posted on 05 Sep 2012 12:20 by chinachina

ปักกิ่ง
 


ปักกิ่ง หรือ เป่ย์จิง (Beijing) 

เป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาชนจีน ปัจจุบัน แบ่งเป็น 16 เขตและ 2 อำเภอ เป็นนครที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง เป็นศูนย์การเมือง วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ การศึกษาและเขตชุมทางการคมนาคมทั่วประเทศจีน และเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ ปัจจุบันปักกิ่งเป็นเขตการปกครองพิเศษแบบมหานคร 1 ใน 4 แห่งของจีน ซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากับมณฑลหลังจากปักกิ่งได้รับการจัดตั้งเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 โดยเฉพาะหลังจากสมัย 80 ศตวรรษที่ 20 เมืองปักกิ่งได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันนี้ปักกิ่งมีถนนที่สลับกัน ตึกสูงๆ โดยไม่เพียงแต่รักษาสภาพเมืองโบราณ และยังแสดงถึงสภาพเมืองที่ทันสมัย กลายเป็นเมืองใหญ่ของโลก

ปักกิ่งเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่อันดับสองของประเทศจีนรองจากเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่งเป็นศูนย์กลางทางการปกครอง การศึกษา การขนส่ง และวัฒนธรรมจีน ในขณะที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจนั้นจะอยู่ที่เซี่ยงไฮ้และฮ่องกง

แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญมี กำแพงเมืองจีน พระราชวังโบราณ หอฟ้าเทียนถัน สุสานจักรพรรดิสมัยราชวงศ์หมิง(สุสาน 13 กษัตริย์) พระราชวังร้อนอี๋เหอหยวน จัตุรัสเทียนอันเหมิน พระราชวังต้องห้าม และภูเขาเซียงซาน เป็นต้น มีประวัติความเป็นมา เริ่ม ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งมี การขุดค้นพบกะโหลก มนุษย์ปักกิ่งตามหลักฐานที่พิสูจน์ได้ปักกิ่งมีความเจริญ รุ่งเรืองมานับแต่ คริสศตวรรษที่ 13 ในปี พ.ศ. 1964 (ค.ศ. 1421) จักรพรรดิหย่งเล่อ ได้ทำการก่อสร้างและออกแบบผัง เมืองใหม่และย้ายฐานราชการชั่วคราวในขณะนั้นจาก เมืองหนานจิงมายัง เป่ยจิง หรือปักกิ่งในปัจจุบัน

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาปักกิ่งถูกยกสถานะเป็นเมืองสำคัญระดับโลกเป็นศูนย์กลางทางการปกครองการค้า การลงทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศจีนในแต่ละปีมีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาติดต่อการค้าท่องเที่ยว ศึกษาเป็นจำนวนมากประชาชนชาวปักกิ่งมีสภาพความเป็นอยู่และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากตะวันตกมากขึ้นด้วย

ลักษณะพิเศษประการหนึ่งของปักกิ่งก็คือ ปักกิ่งเป็นเมืองที่หล่อหลอมชนต่างเชื้อชาติให้กลมกลืนกันได้เป็นอย่างดี ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันคำกล่าวนี้ยังคงปรากฏให้เห็น แม้ในปัจจุบัน ที่ชัดเจนที่สุดก็คือ ตรอกซอยใหญ่น้อยที่มีอยู่มากมายนับพันซอยกระจัดกระจายอยู่ทั่วเมือง ซอยเหล่านี้เรียกว่า ‘‘หูถง'' ซึ่งมาจากภาษามองโกเลียว่า ‘‘ฮัวถง’’ อันเป็นตรอกซอยที่เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์หยวน ซึ่งได้นำเอารูปแบบการจัดตั้งกระโจมแบบมองโกลมาจัดผังเมืองปักกิ่ง ทว่าในปัจจุบันชาวปักกิ่งที่อาศัยอยู่ในหูถงเหล่านี้แทนที่จะเป็นลูกหลานของเจงกิสข่านกลับกลายเป็นลูกหลานของแมนจูนี่เป็นตัวอย่างการผสมผสานกลมกลืนของชนต่างเชื้อชาติ จากการที่ปักกิ่งเป็นเมืองหลวงมานานถึงเกือบ 600 ปี นับแต่สมัยราชวงศ์หยวน บรรดาราชวงศ์ต่างๆได้สร้างสรรค์เมืองปักกิ่งเรื่อยมา ทำให้ปักกิ่งเป็นเมืองหลวงที่ได้รวมเอาเอกลักษณ์ของเมืองหลวงโบราณไม่ว่าจะเป็นซีอาน ลั่วหยาง ไคเฟิง นานกิง และหางโจวเข้าไว้ด้วยกัน

 
 

ภาษาพูดของจีน

posted on 05 Sep 2012 12:13 by chinachina

ภาษาพูดของจีน

โดยพื้นฐาน เราอาจแบ่งกลุ่มภาษาจีนออกเป็น 7 กลุ่มใหญ่ๆ ตามจำนวนประชากรที่พูดได้ ดังนี้

汉语 หรือ 中国话 ต่างก็แปลว่าภาษาจีน ซึ่งเป็นภาษาของชนชาติฮั่นหรือชาวฮั่น แต่สำเนียงในการพูดภาษาจีนในแต่ละพื้นที่แตกต่างกันอย่างมาก สำเนียงที่ใช้อยู่ในแต่ละพื้นที่เราเรียกว่า 方言 (fāngyán)แปลว่าภาษาท้องถิ่น

ปัจจุบันนี้เราสามารถแบ่งภาษาจีนให้เป็นภาษาท้องถิ่น 7 ภาษาหลักด้วยกันตามระบบการออกเสียงดังนี้

 

1.สำเนียงภาคเหนือ (北方方言 běifāngfāngyán)

北方 แปลว่า ภาคเหนือหรือทิศเหนือ ส่วนประกอบที่สำคัญส่วนหนึ่งของสำเนียงภาคเหนือคือภาษาจีนกลาง (国语 gúoyǔ 华语 húayǔ หรือ 普通话 pǔtōnghuà) ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นสำเนียงมาตรฐานและภาษาทางราชการเมื่อปี ค.ศ.1912 โดยยึดเอาสำเนียงปักกิ่งเป็นหลัก

สำเนียงภาคเหนือประกอบด้วยภาษาท้องถิ่นรอง 4 ภาษาดังนี้

1.สำเนียงภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2. สำเนียงภาคตะวันตกเฉียงเหนือ 3. สำเนียงภาคตะวันตกเฉียงใต้ 4. สำเนียงเจียงหวาย(อยู่ภาคกลางของจีน)

สำเนียงภาคเหนือกระจายไปอยู่ทั่วประเทศจีน โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคกลางบางส่วน กินพื้นที่มากที่สุด และมีคนจีนชาวฮั่นใช้สำเนียงนี้ 73 เปอร์เซ็นต์

2.สำเนียงหูหนาน (湘方言 xiāngfāngyán)

湘 เป็นชื่อย่อของมณฑลหูหนาน (湖南 húnán) สำเนียงหูหนายกระจายอยู่พื้นที่ส่วนให้ของมณฑลหูหนานและภาคเหนือของมณฑลกวางตุ้ง(广东 guǎngdōng) และมีคนจีนชาวฮั่นใช้สำเนียงนี้ 3.2 เปอร์เซ็นต์

3.สำเนียงกังไส (赣方言 gàngfāngyán)

赣 เป็นชื่อย่อของมณฑลเจียงซี (江西 jiāngxī) หรือคนไทยนิยมเรียกว่ากังไส สำเนียงกังไสกระจายอยู่พื้นที่ส่วนใหญ่ของมณฑลเจียงซี และมีคนจีนชาวฮั่นใช้สำเนียงนี้ 3.3 เปอร์เซ็นต์

4.สำเนียงจีนแคะ(客家方言 kèjiāfāngyán)

客家 หมายถึงจีนแคะ สำเนียงจีนแคะกระจายไปอยู่บางส่วนของหลาย ๆ มณฑล เช่นกวางตุ้ง เจียงซี ฮกเกี้ยน (福建 fújiàn) กวางสี(广西 guǎngxī) เสฉวน(四川 sìchuān) หูหนานและไต้หวัน (台湾 tánwān) มีคนจีนชาวฮั่นใช้สำเนียงนี้ 3.6 เปอร์เซ็นต์

5.สำเนียงเซี้ยงไฮ้(吴方言 wúfāngyán)

吴 เป็นชื่อย่อที่เรียกบริเวณนครเซี่ยงไฮ้(上海 shànghǎi) มณฑลเจียงซู (江苏 jiāngsū)  และเจ้อเจียง(浙江 zhèjiāng) สำเนียงเซี่ยงไฮ้ใช้บริเวณดังกล่าว มีคนจีนชาวฮั่นใช้สำเนียงนี้ 7.2 เปอร์เซ็นต์

6.สำเนียงกวางตุ้ง(粤方言 Yuèfāngyán)

粤 เป็นชื่อย่อของมณฑลกวางตุ้ง สำเนียงกวางตุ้งกระจายอยู่บางส่วนของหลายมณฑลและหลายเขตเช่น กวางตุ้ง กวางสี ฮ่องกง (香港 xiānggǎng) และมาเก๊า (澳门 àomén) และมีคนจีนใช้สำเนียงนี้ 4 เปอร์เซ็นต์

7.สำเนียงฮกเกี้ยน (闽方言 mǐnfāngyán)

闽 เป็นชื่อย่อของมณฑลฝูเจี้ยน หรือคนไทยนิยมเรียกว่าฮกเกี้ยน สำเนียงฮกเกี้ยนกระจายอยู่บางส่วนของมณฑลฮกเกี้ยน ไหหลำ (海南 hǎínán) กวางตุ้ง กวางสี เจ้อเจียง และไต้หวัน สำเนียงฮกเกี้ยนค่อนข้างจะสลับซับซ้อน ประกอบด้วยภาษาท้องถิ่นรอง 2 ภาษาคือสำเนียงฮกเกี้ยนเหนือกับสำเนียงฮกเกี้ยนไต้ และมีคนจีนชาวฮั่นใช้สำเนียงนี้ 5.7 เปอร์เซ็นต์

การแบ่งภาษาท้องถิ่นอาศัยสำเนียงหรือระบบการออกเสียงของแต่ละภาษาเป็นหลัก โดยจะใช้เสียงสำคัญบางเสียงเป็นเกณฑ์ตัดสินโดยทั่วไปแล้วสำเนียงต่าง ๆ ที่คล้ายคลึงกันหรือพอจะพูดคุยกันเข้าใจก็จะจัดให้เป็นภาษาท้องถิ่นเดียวกัน ซึ่งย่อมหมายความว่า ภายในภาษาท้องถิ่นแต่ละภาษายังมีความแตกต่างกันอย่างมาก ทั้งนี้หากจะแบ่งตามความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยแล้ว ภาษาจีนคงสามารถแบ่งเป็นภาษาท้องถิ่นนับร้อยนับพันภาษา

เมื่อเทียบกับภาษาจีนกลางแล้ว สำเนียงฮกเกี้ยนกับสำเนียงกวางตุ้งมีความแตกต่างกันมากที่สุด รองลงมาคือสำเนียงเซี่ยงไฮ้ซึ่งคนจีนภาคกลางและภาคเหนือแทบจะไม่สามารถฟังเข้าใจสามภาษานี้ได้แม้แต่น้อย ส่วนสำเนียงหูหนาน สำเนียงกังไส และสำเนียงจีนแคะ แตกต่างกับภาษาจีนกลางค่อนข้างน้อย พอจะฟังรู้เรื่องเป็นส่วนใหญ่

อาจจะมีบางท่านสงสัยว่า ทำไมไม่เห็นพูดถึงภาษาที่เราคุ้นหูบางภาษาเลยเช่น ภาษาแต้จิ๋ว(潮州话 cháozhōuhuà) ภาษาไหหลำ (海南话 hǎinánhuà) ฯลฯ คำตอบคือ ภาษาเหล่านี้ยังไม่ใหญ่พอที่จะถูกแบ่งออกมาเป็นภาษาท้องถิ่นอีกภาษาหนึ่งตามลำพังได้ ทั้งนี้เพราะภาษาแต้จิ๋วกับภาษาไหหลำต่างก็ถูกจัดให้เป็นส่วนหนึ่งของภาษาฮกเกี้ยน แม้จะไม่ได้อยู่ในเขตของมณฑลฮกเกี้ยนก็ตาม

ในช่วง 20-30 ปีผ่านมานี้ บทบาทและความสำคัญของภาษาท้องถิ่นถูกลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั้งบางสำเนียงกำลังหรือจะถูกสำเนียงภาษาจีนกลาง กลืนลงไป เนื่องจากเศรษฐกิจ สังคมและการคมนาคมพัฒนาอย่างรวดเร็ว ความจำเป็นและความต้องการในการใช้ภาษาจีนกลางเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการเรียนรู้ภาษาจีนกลางในปัจจุบันนี้จึงส่งผลให้เราสามารถนำไปใช้กับคนจีนทั่วโลกได้

 

edit @ 5 Sep 2012 12:17:53 by chinachina

สภาพภูมิอากาศ Cool

                

จีนมีลมฟ้าอากาศส่วนใหญ่อยู่ในเขตลมมรสุม การที่จีนมีพื้นที่กว้างใหญ่ทั้งทางเนื้อที่ และลักษณะภูมิประเทศทำให้จีนมีภูมิอากาศที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น

                ภูมิอากาศบริเวณคาบสมุทรเลยโจว เกาะไหหนาน และมณฑลยูนนานนั้นจัดเป็นภูมิอากาศเขตร้อน มีอากาศร้อนและฝนตกตลอดปี จึงทำให้พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ มณฑลเฮลุงเจียงทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมาอากาศร้อนค่อนข้างหนาวในระยะสั้น ๆ และมีฤดูหนาวที่อากาศหนาวจัดมาก ส่วนบริเวณลุ่มแม่น้ำฉางเจียงและฮวยเหอ ทางภาคตะวันออกนั้นมีอากาศอบอุ่นและชุ่มชื้นโดยที่มีฤดูแตกต่างกันทั้ง 4 ฤดู พื้นที่บางแห่งทางที่ราบสูงยูนนาน ไกวโจว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนนั้นมีฤดูหนาวที่ค่อนข้างอบอุ่น และฤดูร้อนค่อนข้างเย็น เช่นในคุนหมิงซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นเมืองในฤดูใบไม้ผลิตลอดทั้งปี บริเวณที่ราบทิเบตนั้นมีอากาศที่รุนแรงมาก แต่ก็ได้รับแสงอาทิตย์เต็มที่ ในเขตภูมิอากาศอบอุ่นเหนือ มีฤดูที่แตกต่างกันไปทั้ง 4 ฤดู ซึ่งประกอบด้วยภูมิอากาศหนาว ร้อน อบอุ่น และฝนตกชุก

                ระยะเวลาของลมมรสุมจะเริ่มตอนปลายฤดูใบไม้ผลิไปจนถึงระยะอากาศอบอุ่นของกลางปี เป็นลมมรสุมที่ชุ่มชื้นเพราะพัดจากมหาสมุทรแปซิฟิกและอินเดียเข้าสู่แผ่นดิน ส่วนในฤดูหนาวอีกครึ่งปีนั้น จะมีลมแห้งแล้งพัดผ่านแผ่นดินไปยังทะเล ทำให้เกิดฤดูแล้งขึ้น บริเวณลุ่มน้ำแยงซีนั้นกลับได้รับประโยชน์จากลมบ้าหมูซึ่งทำให้เกิดฝนตกในฤดูหนาว

                อิทธิพลของลมมรสุมที่ปกคลุมจีนอยู่นี้เองทำให้เกิดฝนตกชุกในฤดูร้อน และอากาศหนาวและแห้งแล้งในฤดูหนาว ปริมาณน้ำฝนประจำปีนั้นจะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับคือ ตะวันตกเฉียงเหนือ ตะวันออก ใต้ และตะวันออกเฉียงใต้ ทางตะวันออกเฉียงเหนือจะมีปริมาณน้ำฝนต่อปีระหว่าง 400 - 1,000 มิลลิเมตร ในเขตลุ่มแม่น้ำฮวงเหอ มีปริมาณน้ำฝนตั้งแต่ 600-800 มิลลิเมตร ทางใต้ของลุ่มแม่น้ำฉางเจียง และบนที่ราบสูงยูนนาน-ไกวโจวมีประมาณ 1,000 มิลลิเมตร ส่วนบริเวณหลายแห่งทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ เกาะไหหนาน มีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 2,000 มิลลิเมตร

 

สภาพภูมิอากาศของชาวจีน
ฤดูกาล

         ฤดูกาลแบ่งออกเป็น ฤดูใบไม้ผลิ ประมาณเดือนมีนาคม-พฤษภาคม อุณหภูมิ10-22 องศาเซลเซียส

 ฤดูร้อน  ประมาณเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม อุณหภูมิ 22 องศาเซลเซียสและมากกว่า

ฤดูใบไม้ร่วง  ประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม อุณหภูมิ 10-22องศาเซลเซียส

ฤดูหนาว  ประมาณเดือนพฤศจิกายน-กลางมีนาคม อุณหภูมิ10 องศาเซลเซียลและต่ำกว่า

ช่วงที่เหมาะจะเดินทางไปเยือนจีนคือ ฤดูใบไม้ผลิประมาณเดือนพฤษภาคม และช่วงฤดูใบไม้ร่วงประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม    


 

 

edit @ 5 Sep 2012 12:10:36 by chinachina

1. The Forbidden City

The Forbidden City

The Forbidden City

         “The Forbidden City”หรือนครต้องห้าม ตั้งอยู่ใจกลางของกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศจีนและอยู่ทางตอนเหนือของจตุรัสเทียนอันเหมิน พระราชวังแห่งนี้ เป็นเขตหวงห้ามไม่ไห้ประชาชนเข้า แม้แต่ข้าราชการชั้นสูง ยังต้องขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษ จึงเรียกพระราชวังนี้ว่า“พระราชวังต้องห้าม” จักรพรรดิจะทรงประทับอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ กั้นพระองค์จากโลกภายนอก โดยมีสนมกำนัล ขันที และข้าหลวงรับใช้ ซึ่งคนเหล่านี้ต้องอาศัยอยู่ในนครต้องห้ามตลอดชีวิต

2. The Great Wall

The Great Wall

The Great Wall

         “The Great Wall” หรือ ที่เรารู้จักกันดีในชื่อ“กำแพงเมืองจีน” บ้างก็เรียกว่า“กำแพงหมื่นลี้”เพราะมีความยาวถึง 6,350 กิโลเมตร กำแพงเมืองจีนสร้างเมื่อกว่า 2,500 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ก่อนสมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิองค์แรกในประวัติศาสตร์จีน จุดประสงค์ก็เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าทางตอนเหนือ โดยมีการก่อสร้างเพิ่มเติมโดยฮ่องเต้องค์ต่อมาอีกหลายพระองค์ จนสำเร็จในที่สุด และนับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางด้วย

 

3. The Terracotta Warriors

The Terracotta Warriors

The Terracotta Warriors

         “The Terracotta Warriors” หรือ “สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้” สุสานของจอมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฉินเป็นสุสานที่เต็มไปด้วยหุ่นดินเผาของทหารและม้านับหมื่น เล่ากันว่า“จิ๋นซีฮ่องเต้” มีพระบัญชาให้สร้างมหาสุสานเพื่อเป็นที่พักผ่อนชั่วนิรันดร์ โดยใช้ช่างฝีมือและคนงานกว่าเจ็ดแสนคนปั้นหุ่นทหารจากแบบที่เป็นคนจริง เมื่อปั้นเสร็จคนที่เป็นแบบจะถูกสังหารให้วิญญาณมาสถิตในหุ่นเพื่อพิทักษ์สุสาน ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครพบที่ฝังพระศพของจิ๋นซีฮ่องเต้ และที่นี่ก็กลายมาเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ที่ตะลึงกันทั่วโลก

4. Karst Mountains in Yangshuo

Karst Mountains in Yangshuo

Karst Mountains in Yangshuo

         “Karst Mountains” ในเมืองหยางโจว เป็นภูเขาที่สวยงามและมีชื่อเสียงมาก ตั้งอยู่ที่มณฑลกวางซีซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของจีน ทิวทัศน์ที่สวยที่สุดของที่นี่คือการมองจากหยางโจว เขตเทศบาลเล็กๆ บริเวณชานเมือง“กุ้ยหลิน” ซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑลกวางซี

5. Hangzhou – Paradise on Earth

Hangzhou - Paradise on Earth

Hangzhou - Paradise on Earth

         “หางโจว” (Hangzhou) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของมณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของจีน เป็นสวรรค์บนดินที่ล้อมรอบด้วย“ทะเลสาบซีหู” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมือง และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจมากที่สุด

6. Jiuzhaigou

Jiuzhaigou

Jiuzhaigou

          หุบเขา“จิ่วจ้ายโกว” (Jiuzhaigou) เป็นพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติทางตอนเหนือของมณฑลเสฉวน ประเทศจีน มีทะเลสาบที่สวยมหัศจรรย์เหลือจะบรรยาย ยิ่งในฤดูใบไม้ร่วง สีเหลืองของใบไม้สะท้อนผ่านสีเขียวของผืนน้ำ เกิดเป็นภาพที่สะกดทุกสายตา จนในปี พ.ศ. 2535 องค์การยูเนสโกได้ประกาศพื้นที่นี้ให้เป็นมรดกโลก และเป็น World Biosphere Reserve ใน พ.ศ. 2540

7. Potala Palace, Lhasa

Potala Palace, Lhasa

Potala Palace, Lhasa

         “พระราชวังโปตาลา” ตั้งอยู่ที่กรุงลาซา เขตปกครองตนเองทิเบต ประเทศจีน ปราสาทนี้ถูกสร้างในลักษณะของวังซ้อนวัง พระราชวังวงนอกเรียกว่า วังขาว เพราะทาสีขาว สร้างเสร็จ ปี ค.ศ. 1648 พระราชวังชั้นในเรียกว่าวังแดง ได้ชื่อตามผนังที่ทาสีแดง สร้างที่หลังวังขาวเกือบ 50 ปี ปัจจุบันพระราชวังโปตาลากลายเป็นพิพิธภัณฑ์และสถานสักการะ ภายในวังขาว มีสำนักงาน โรงเรียนศาสนา ส่วนวังแดงเป็นส่วนที่ยังใช้ประกอบพิธีกรรมอยู่ เป็นศูนย์รวมใจของโปตาลา

8. The Bund, Shanghai

The Bund, Shanghai

The Bund, Shanghai

         “The Bund” (The Bund เป็นภาษาเยอรมันหมายถึงจุดนัดพบ) หรือที่ชาวจีนเรียกกันว่า“Waitan” (ไว่ทัน) คือพื้นที่ที่อยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำHuangpu ทิวทัศน์ที่น่าสนใจบริเวณนี้ก็คือเหล่าตึกที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรปในยุคศตวรรษที่ 19 ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น  “An International Exhibition of Architecture” หรือนิทรรศการแสดงสถาปัตยกรรมนานาชาติ

9. Giant Pandas and Chengdu

Giant Pandas and Chengdu

Giant Pandas and Chengdu

          อยากชิมอาหารพื้นเมืองอันมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ ไม่ควรพลาด“เฉิงตู” หนึ่งในเมืองสวยงามและเป็นแหล่งที่รวมอาหารเด็ดที่สุดในซีอาน พร้อมสัมผัสแพนด้ายักษ์อย่างใกล้ชิดที่สถาบันวิจัยการผสมพันธุ์สัตว์

วัฒนธรรมของประเทศจีน

posted on 30 May 2012 21:50 by chinachina
วัฒนธรรมของประเทศจีนWink

1.ประเพณีแต่งงานแบบจีน

สิ่งสำคัญของการแต่งงานแบบจีนไม่ใช่เรื่องของการเตรียมสิ่งของให้พร้อม แต่อยู่ที่การให้เกียรติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย มากกว่าควรถามญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายว่าอยากเห็นอะไรในธรรมเนียมจีนสิ่งไหนที่อยากให้ทำเพื่อความสบายใจบ้าง ถ้าฝ่ายหญิงมีอาม่า มักมีธรรมเนียมค่าน้ำนมข้าวป้อนหรืออั่งเปาน้ำนม เพราะเคยช่วยเลี้ยงหลานคนนี้มา หรือท่านอยากเห็นเอี๊ยมแดงก็จัดให้ท่าน สิ่งที่อาม่าเคยเห็นและฝังใจว่าดี ถ้าอีกฝ่ายไม่ทำตามนั้นอาม่าอาจเกิดความรู้สึกอคติกับอีกฝ่ายก็ได้ เพราะการที่คนสองคนแต่งงานกันไม่ได้แต่งแค่สองคน แต่เป็นการรวมสองครอบครัวเข้าด้วยกันยิ่งถ้าวิถีชีวิตของจีนถูกสอนให้ผูกพันและกตัญญูกับผู้ใหญ่อะไรที่ทำแล้วท่านไม่ชอบก็เลี่ยงไปดีกว่า

1.1ฤกษ์งามยามดี
ไม่ว่าจีนหรือไทย เมื่อจะเริ่มต้นเรื่องมงคลสักที ฤกษ์ยามมงคลเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ เพราะลำดับขั้นของคนจีนเริ่มจากการสู่ขอเหมือนคนไทย แล้วให้ผู้ใหญ่ฝ่ายชายเอาดวงของทั้งคู่รวมถึงดวงของพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายไปให้ซินแสดูเมื่อได้ฤกษ์งามยามดีแล้วฝ่ายชายจะทำการส่งข่าวให้ฝ่ายหญิงทราบว่าต้งตัดผม ตัดชุดแต่งงาน วันไหน เวลาอะไร เพราะดวงที่ซินแสให้มานั้นจะระบุละเอียดตั้งแต่ฤกษ์แต่งงาน ฤกษ์แต่งหน้าทำผม ฤกษ์ตัดชุด ฤกษ์เข้าหอ และบางครั้งมีฤกษ์คลอดลูกมาให้เสร็จสรรพ

1.2ซิงนึ้ง-ซิงเนี้ย
ก่อนจะเข้าเรื่องพิธีแต่งงาน เรามาว่ากันถึงสิ่งของที่ซิงนึ้ง (เจ้าบ่าว) และ ซิง เนี้ย (เจ้าสาว) ต้องจัด เตรียมกันก่อนดีกว่า ของออกเรือนของเจ้าสาวเพื่อไม่ให้เป็นที่ครหาว่าเจ้าสาว "มาแต่ตัว" ธรรมเนียมโบราณจึงให้เจ้าสาวต้องตระเตรียมข้าวของติดไม้ติดมือไปบ้าง ในวันออกเรือนของเจ้าสาวจะไปพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้าอัดแน่นด้วยชุดสวยใหม่ๆ ไว้ใส่รับชีวิตใหม่กับว่าที่เจ้าบ่าวของเธอ แถมด้วยหีบใส่เครื่องเพชรเครื่องทองติดแผ่นหัวใจสีแดงที่ได้รับเป็นของขวัญจากพ่อแม่ และข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวตั้งแต่กะละมัง ถังน้ำ ไปจนที่นอนหมอนมุ้งเลยทีเดียวนอกจากนี้เจ้าสาวยังต้องมีเอี๊ยมแต่งงาน ทำจากผ้าแพรสีแดงกลายสวยงาม ใส่ห่อเมล็ดพืช 5 ชนิด เสียบปิ่นทอง พร้อมต้นชุงเฉ้าหรือต้นเมียหลวง 2 ต้นการจัดเอี๊ยมแบบนี้เพื่อเป็นเคล็ดให้มีลูกหลานดีสืบสกุล ถ้าเจ้าสาวมีฐานะหน่อย สายเอี๊ยมจะใช้สร้อยคอทองคำหนัก 4 บาท เพราะเลข 4 ถือเป็นเลขมงคล

1.3เครื่องขันหมากของเจ้าบ่าว 
นอกจากสินสอดทองหมั้นที่รู้กันดีอยู่แล้ว ซึงนึ้งยังต้องเตรียมเครื่องขันหมาก ซึ่งจะเป็นอะไรขึ้นอยู่กับฝ่ายเจ้าสาวเรียกมา โดยทั่วไปนิยมส้มเช้งผลเขียวๆ ติดตัวอักษรจีน“ซังฮี่” แปลว่า คู่ยินดีไว้ทุกผล จัดเป็นคู่จะ 44,84 หรือร้อยกว่าผลก็ว่ากันไป บางบ้านอาจเรียกเป็นชุดหมูสด เช่น ขาหมู ตับหมู กระเพาะหมูมากันสดๆ เลือดแดงๆ ถ้ากลัวจะดูโหดไปฝ่ายเจ้าบ่าวอาจใช้ซองเขียนว่า ใช้ซื้อขาหมู ซื้อกระเพาะหมูแทนก็ได้ ของสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ ขนมขันหมาก หรือขนมแต่ง จะแจกให้ญาติมิตรเป็นการบอกข่าวดี ขนมมีให้เลือกหลายอย่าง เช่น ขนมเหนียวเคลือบงา ขนมเปี๊ยะ ถั่วตัด ข้าวพองทุบ ฯลฯ จะจัดสี่หรือห้าอย่างก็ได้ตามชอบ อย่างสุดท้ายคือ ซองสี่ซองที่พ่อแม่เจ้าบ่าวต้องให้กับพ่อแม่เจ้าสาวเป็นค่าตัวลูกสาว ซองแรกเป็นค่าน้ำนม ซองที่สองเป็นค่าเสื้อผ้า ซองที่สามเป็นค่าทำผม แต่งหน้า ซองที่สี่เป็นทุนตั้งตัวทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับความปรานีของพ่อแม่เจ้าสาว ว่าจะให้คู่บ่าวสาวไว้ใช้หรือไม่

1.4ขันหมาก
เมื่อถึงวันหมั้น เจ้าบ่าวจะยกขันหมากมาที่บ้านเจ้าสาว และมอบสินสอดทองหมั้น เครื่องขันหมากที่เตรียมมาให้ ฝ่ายเจ้าสาวต้องเก็บขนมแต่งไว้ครึ่งหนึ่ง และส่งอีกครึ่งหนึ่งคืนให้เขา พร้อมส้มเช้งติดตัวซังฮี่จัดเป็นจำนวนคู่กับเอี๊ยมแดง เสียบปิ่นทอง ซึ่งในเช้าวันส่งตัว ฝ่ายเจ้าบ่าวจะคืนปิ่นทองมาให้เจ้าสาว ใช้ติดผมก่อนออกจากบ้าน นอกจากส้มเช้ง เธออาจให้กล้วยทั้งเครือไปด้วย เพื่อเป็นเคล็ดว่าจะได้มีลูกหลานว่านเครือสืบสกุลเสร็จสิ้นกระบวนการแลกเครื่องขันหมาก ก็รอฤกษ์งามยามดีเพื่อสวมแหวนหมั้นต่อหน้าผู้หลักผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายจากนั้นผู้ใหญ่จะให้ศีลให้พร แล้วเชิญแขกกินเลี้ยงเป็นอันจบไปหนึ่งพิธี

 

2.การกินเจ 
เทศกาลกินเจ จริงๆแล้วเป็นช่วงเวลาแห่งการไว้ทุกข์ 10 วัน แด่ คน 9 คน ซึ่งเป็นชาวฮั่นที่ได้ทำการปฏิวัติต่อต้านพวกแมนจูแต่ไม่สำเร็จจึงถูกประหารชีวิตโดยการตัดคอและโยนลงสู่แม่น้ำหลังจากนั้น ก็มีเจ้ามารับวิญญาณทั้ง 9 ไป ชาวจีนจึงยกย่องให้ชายทั้ง 9 เป็นเจ้าแห่งเทศกาลกินเจ เมื่อถึงเทศกาลกินเจ ก็คือการไว้ทุกข์ให้บุคคลทั้ง 9 คน ซึ่งเราเรียกกันว่า เจ้า วันกินเจก็จะไม่ตรงกันทุกปีถ้าจะดูจากปฏิทินของไทย แต่ถ้านับจากปฏิทินจีน 1 เดือนก็จะมี 29 - 30 วัน จะไม่มีวันที่31วันกินเจ วันแรกจะตรงกับวันสุดท้ายของเดือนที่แปดนับจากปฏิทินจีนถ้าดูจากปฏิทินจีนเทศกาลกินเจก็จะตรงกันทุกปี

ประเพณีการกินเจกำหนดเอาวันตามจันทรคติ คือเริ่มต้นตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีนทุกๆ ปี รวม 9 วัน 9 คืน มีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีนมานานแล้ว โดยมีตำนานเล่าขานกันหลายตำนาน

 

 3.วันตรุษจีน เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของจีนนั้น เป็นวันที่ 1 เดือน 1 ของจีนตามวันทาง จันท-คติ ถือเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ของปี และเป็นวันแรกของฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งจีนจะแบ่งเวลา 1 ปี เป็น 4 ฤดูคือ ชุง แห่ ชิว ตัง วันตรุษจีนยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า "วันชุงเจ๋" ซึ่งหมายถึงเทศกาลดูใบไม้ผลิ หรือขึ้นปีเพาะปลูกใหม่ ตรงกับเดือนที่ 1,2,3 ของปีเป็นช่วงเวลาที่อากาศดีที่สุดประเทศจีนเป็นประเทศเกษตรกรรมมาแต่ โบราณ เมื่อหมดหน้าหนาวที่ทำการเพาะปลูกไม่ได้ มาเข้าฤดูใบไม้ผลิที่อากาศดีจะได้เริ่มต้นทำนา ทำสวน  

        สำหรับที่มาของวันตรุษจีนนั้น เชื่อกันว่าประเพณีนี้มีมานานกว่าสี่พันปีแล้ว จัดขึ้นเพื่อฉลองเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ เดิมที่ไม่ได้เรียกว่าเทศกาลตรุษจีน แต่มีชื่อเรียกต่างกันตามยุคสมัย นั่นคือเมื่อ 2100 ปีก่อนคริสตศักราชจะเรียกว่า "ซุ่ย" ซึ่งมีความหมายถึงการโคจรครบหนึ่งรอบของดาวจูปิเตอร์ จนกระทั่งต่อมาในยุค 1000 กว่าปีก่อนคริสตศักราช เทศกาลตรุษจีนจะถูกเรียกว่าว่า "เหนียน" หมายถึงการเก็บเกี่ยวได้ผลอุดมสมบูรณ์นั่นเอง

        การเตรียมงานเพื่อการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนนั้น จะเริ่มขึ้นตั้งแต่หนึ่งเดือนก่อนวันตรุษจีน (คล้ายกับวัน คริสต์มาสของประเทศตะวันตก) โดยผู้คนจะเริ่มซื้อข้าวของต่างๆ เพื่อประดับตกแต่งบ้านเรือน และเตรียมทำความสะอาดครั้งใหญ่ ตั้งแต่ชั้นบนลงชั้นล่าง เนื่องจากมีความเชื่อว่าจะเป็นการปัดกวาดสิ่งที่ไม่ดีออกไป ภายในบ้านทั้งประตู หน้าต่าง จะประดับประดาไปด้วยสีแดง และกระดาษสีแดงที่มีคำอวยพรให้อายุยืน ร่ำรวย อยู่ดีมีสุข ฯลฯ

        ประเพณีตั้งแต่โบราณมาเรียกว่า อังเปา ซึ่งหมายถึง กระเป๋าแดง เป็นการที่คู่แต่งงานให้เงินเด็กๆ และผู้ใหญ่ที่ยังไม่ได้แต่งงานในซองสีแดง หลังจากนั้นทุกคน ในครอบครัว ต่าง ออกมาเพื่อกล่าวสวัสดีปีใหม่ เริ่มจากญาติๆ แล้วต่อด้วยเพื่อนบ้าน ซึ่งคงคล้ายกับการที่ชาวตะวันตกพูดว่า "Let bygones be bygones" (อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป) ใน วันตรุษนี้ อารมณ์โมโหโกรธาจะถูกลืม และไม่สนใจ การฉลองวันตรุษจีนสิ้นสุดลงในงานโคมไฟ ซึ่งฉลองโดยการร้องเพลง เต้นรำ และงานแสดงโคมไฟ ถึงแม้ว่าการฉลองวันตรุษจีน จะมีแตกต่างกันออกไปแต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ การอวยพร ความสงบ และความสุขให้กับคนในครอบครัวและเพื่อนทุกคน  

 

 

4.เชงเม้ง ชิงหมิง (qing-ming, อักษรจีนตัวเต็ม: 清明節, อักษรจีนตัวย่อ: 清明节, พินอิน: Qīngmíngjié) หรือ เชงเม้ง (ตามสำเนียงแต้จิ๋ว) "เช็ง" หมายถึง สะอาด บริสุทธิ์ และ "เม้ง" หมายถึง สว่าง รวมแล้วหมายความถึง ช่วงเวลาแห่งความแจ่มใส รื่นรมย์

ประเพณีที่สำคัญมากที่สุดของของชาวจีน คือ ไหว้บรรพบุรุษ ที่ สุสาน เป็นการแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ โดยมีอิทธิพลมาจากลัทธิขงจื้อที่เน้นเรื่องความกตัญญูเป็นสำคัญ ประเพณีนี้สืบทอดมายาวนานเป็นพันปี   โดยขุนนาง สมัยราชวงศ์โจว โจวกงจีตั้น เป็นผู้กำหนด พิธีการจัดงานศพ

เป็นธรรมเนียมการไหว้บรรพบุรุษที่สุสาน ( ฮวงซุ้ย ) ในช่วงเดือน 3 ของจีน ( กำหนดจากหนึ่งปีแบ่งเวลาออกเป็น 24 ช่วง เดือนหนึ่งมี 2 ช่วง ) เป็นการแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ โดยกำหนดให้ไหว้ภายใน 15 วันแรกของเดือน วันไหนก็ได้ ซึ่งที่เมืองไทยนิยมไปไหว้ในวันที่ 5 เมษายนของทุกปีเป็นหลัก ซึ่งยังตกอยู่ในช่วงเดือน 3 ของจีน แต่บางบ้านก็อาศัยดูวันดี และก็มีอีกหลายบ้านที่อาศัยดูวันสะดวก ( มีการกำหนดนับสองแบบคือ ก่อน 10 วัน หลัง 8 วัน กับ ก่อน 10 วัน หลัง 10 วัน )

 

 

 

 

 

edit @ 30 May 2012 21:55:24 by chinachina

ประชากรในประเทศจีน

posted on 26 May 2012 21:55 by chinachina

ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก จนถึงปลายปีค.ศ.2002 จีนมีประชากร1284.53ล้านคน(ไม่รวมเขตปกครองพิเศษฮ่องกง มาเก๊าและมณฑลไต้หวัน)ซึ่งเป็นประมาณ1ใน5ของประชากรโลก จีนยังเป็นประเทศที่ีมีความหนาแน่นของประชากรมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง(ความหนาแน่นโดยเฉลี่ยของประชากรมี135คนต่อตารางกิโลเมตร) ประชากรของจีนกระจายตัวอย่างไม่สม่ำเสมอ ภาคตะวันออกมีประชากรมาก ภาคตะวันตกมีน้อย เขตบริเวณชายฝั่งทะเลทางตะวันออกมีประชากรหนาแน่นมาก แต่ละตารางกิโลเมตรเฉลี่ยมากกว่า400คน ภาคกลางแต่ละตารางเมตรเฉลี่ยกว่า200คน ที่ราบสูงของภาคตะวันตกมีประชากรน้อย แต่ละตารางเมตรเฉลี่ยไม่ถึง10คน ปัจจุบัน อายุคาดหมายถั่วเฉลี่ยของประชากรจีนสูงถึง71.4ปี(ผู้ชาย69.63ปี ผู้หญิง73.33ปี) มากกว่าระดับเฉลี่ยของทั่วโลก5ปี มากกว่าประเทศกำลังพัฒนา7ปี แต่น้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วประมาณ5ปี

 

 ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก จนถึงปลายปีค.ศ.2002 จีนมีประชากร1284.53ล้านคน(ไม่รวมเขตปกครองพิเศษฮ่องกง มาเก๊าและมณฑลไต้หวัน)ซึ่งเป็นประมาณ1ใน5ของประชากรโลก จีนยังเป็นประเทศที่ีมีความหนาแน่นของประชากรมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง(ความหนาแน่นโดยเฉลี่ยของประชากรมี135คนต่อตารางกิโลเมตร) ประชากรของจีนกระจายตัวอย่างไม่สม่ำเสมอ ภาคตะวันออกมีประชากรมาก ภาคตะวันตกมีน้อย เขตบริเวณชายฝั่งทะเลทางตะวันออกมีประชากรหนาแน่นมาก แต่ละตารางกิโลเมตรเฉลี่ยมากกว่า400คน ภาคกลางแต่ละตารางเมตรเฉลี่ยกว่า200คน ที่ราบสูงของภาคตะวันตกมีประชากรน้อย แต่ละตารางเมตรเฉลี่ยไม่ถึง10คน ปัจจุบัน อายุคาดหมายถั่วเฉลี่ยของประชากรจีนสูงถึง71.4ปี(ผู้ชาย69.63ปี ผู้หญิง73.33ปี) มากกว่าระดับเฉลี่ยของทั่วโลก5ปี มากกว่าประเทศกำลังพัฒนา7ปี แต่น้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วประมาณ5ปี


edit @ 27 May 2012 23:33:13 by chinachina

chinachina View my profile

Recommend

    Categories